|
ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ |
|
|
เรียบเรียงโดย ภก.เชิดเกียรติ แกล้วกสิกิจ |
![]() |
||
|
|
ทดลองทำข้อสอบโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ผ่านระบบ E - learning | |
|
|
สถานการณ์โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ |
โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ Sexual tranmitted disease
โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เริ่มจะพบมากขึ้นในวัยรุ่นซึ่งจะมีเพศสัมพันธ์ก่อนการแต่งงาน โดยที่ขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ การป้องกันตัวเองทั้งการตั้งครรภ์และโรคติดต่อ การที่เรามีความรู้เกี่ยวกับการติดต่อ อาการของโรค การรักษา จะเป็นขั้นแรกของการป้องกันโรค ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่ควรทราบ
1. โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์สามารถเป็นได้ทุกเพศทุกวัย
ทุกชนชั้น
แต่พบมากในหมู่วัยรุ่น
2. อัตราการติดเชื้อของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์พบมากขึ้นเนื่องจากวัยรุ่นมีค่านิยมที่จะอยู่ก่อนแต่งงาน
หรือนิยมมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุยังไม่มาก
และที่สำคัญมีการหย่าล้างสูงทำให้คนมีสามีหรือภรรยาหลายคน
ทำให้โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เพิ่มมากขึ้น
3. โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์โดยมากมักจะไม่เกิดอาการ
ดังนั้นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์สามารถติดต่อโดยที่ไม่รู้ตัว
แพทย์บางประเทศจึงแนะนำให้มีการตรวจค้นหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์สำหรับคนที่สำส่อน
4. โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ยังก่อให้เกิดปัญหาทางสาธารณสุขอย่างมาก
- โรคอาจจะลุกลามไปยังมดลูกหรือท่อรังไข่ทำให้เกิดการอักเสบในช่องท้อง
Pelvic inflammatory disease
ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดการเป็นหมัน
หรือตั้งครรภ์นอกมดลูก
- โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อาจจะทำให้เกิดโรคมะเร็ง
เช่นการติดเชื้อ human papillomavirus infection
(HPV) ทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูก
- โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์สามารถติดต่อไปยังทารกในครรภ์
โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
คือโรคต่างๆ ที่ติดต่อจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง ทางเพศสัมพันธ์ เช่น โรคหนองในซิฟิลิส เริมและเอดส์หากเป็นโรคนี้แล้วส่วนใหญ่จะมีอาการแสดงออกมาให้เห็นชัดเจน บางครั้งอาการอาจเป็นๆหายๆ แต่ไม่หายขาด และจะรุนแรงมากขึ้น ถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธีผลที่ตามมาคือ ทำให้ระบบขับถ่ายผิดปกติ เป็นหมันและที่สำคัญจะนำไปสู่การรับเชื้อเอดส์ได้ง่าย* รักษาแต่แรกเริ่ม คุณและคนที่คุณรักจะปลอดภัย *
อาการ..น่าสงสัย!!
หากติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อาการเหล่านี้อาจเกิดขึ้นหลังการมีเพศสัมพันธ์ 2 3 วัน หรืออาจเป็นเดือน * ปัสสาวะแสบ ขัดกลุ่มที่เสี่ยงต่อการติดโรค
- การมีเพศสัมพันธ์กับชายหรือหญิงบริการใน
3 เดือนที่ผ่านมา
- การมีคู่นอนมากกว่า
1 คนใน 3 เดือนที่ผ่านมา
- การมีเพศสัมพันธ์กับคู่คนใหม่ใน
3 เดือนที่ผ่านมา
- การที่มีประวัติป่วยเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ใน
1 ปีที่ผ่านมา
- การที่สามีหรือภรรยามีคู่นอนมากกว่า
1 คนใน 3 เดือนที่ผ่านมา
- การที่คู่ครองอยู่กันคนละที่
ซื้อยากินเอง ไม่หายอย่างที่คิด
การซื้อยากินเองโดยไม่ไปพบแพทย์นั้น อาจช่วยอาการหายไประยะหนึ่ง แต่ไม่หายขาดอาการจะแสดงออกมาภายหลังและรุนแรงยิ่งขึ้นอาการของชายและหญิงที่รับเชื้อจากกันมิได้หมายความว่าจะรักษาด้วยยาประเภทเดียวกัน ดังนั้น การให้แพทย์ตรวจรักษารวมทั้งปฏิบัติตามคำแนะนำ อย่างเคร่งครัดจะให้หายจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้แน่นอนกว่า และเพื่อให้ได้ผลในการรักษา คุณจึงควรพาสามีหรือภรรยาหรือคู่นอนไปตรวจรักษาด้วย แม้จะยังไม่ปรากฏอาการควรปฏิบัติตนอย่างไร? ขณะป่วย และรักษา
สำหรับผู้ที่เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ต้องปฏิบัติตัวอย่างไร
- ให้รักษาอย่างรวดเร็วเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ
-
แจ้งให้คู่นอนทราบว่าคุณเป็นโรคเพื่อที่จะป้องกันโรคมิให้แพร่สู่คนอื่น
และให้ได้รับการรักษา
-
รักษาตามแพทย์สั่ง
-
งดร่วมเพศ
การป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
การป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่ดีที่สุดคือการไม่มีเพศสัมพันธ์ หากยังมีเพศสัมพันธ์ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นอันดับแรก
- ไม่เปลี่ยนคู่นอน
ให้มีสามีหรือภรรยาคนเดียว
-
ใส่ถุงยางให้ถูกต้องหากจะมีเพศสัมพันธ์กับคนที่ไม่ทราบว่ามีการติดเชื้อหรือไม่
-
อย่ามีเพศสัมพันธ์เมื่ออายุน้อยเพราะจากสถิติหากมีเพศสัมพันธ์อายุน้อยจะมีโอกาสติดโรคสูง
- ให้ตรวจประจำปีเพื่อหาเชื้อโรคแม้ว่าจะไม่มีอาการ
โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการแต่งงานใหม่
- เรียนรู้อาการของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
-
อย่าร่วมเพศขณะมีประจำเดือน
เพราะจะทำให้เกิดโรคติดต่อได้ง่าย
-
อย่ามีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก
หากจำเป็นให้สวมถุงยางอนามัย
-
อย่าสวนล้างช่องคลอดเพราะจะทำให้เกิดการติดเชื้อได้ง่าย
กลุ่มอาการโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
>>>>>>โรคเอดส์<<<<<<<<
เป็นโรคที่เริ่มมีรายงานเมื่อปี
1981 เกิดจากเชื้อ human immunodeficiency virus (HIV),
ซึ่งเป็นเชื้อที่ทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย
ทำให้ผู้ป่วยติดเชื้อพวกฉวยโอกาสและมะเร็ง
>>>>>การติดเชื้อ
clamydia<<<<<<
เป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียที่พบบ่อยที่สุด
ทำให้เกิดอาการมีหนองไหลและมีอาการระคายเคืองบริเวณอวัยวะเพศ
สำหรับผู้หญิงที่ไม่ได้รักษาอาจจะทำให้เกิดการอักเสบในช่องเชิงกรานเป็นหมัน
หรือตั้งครรภ์นอกมดลูก
>>>>>เริมที่อวัยวะเพศ<<<<<
เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่เกิดเชื้อไวรัส
herpes simplex virus
ทำให้เกิดอาการปวดแสบบริเวณขา
ก้นหรืออวัยวะเพศ
และตามด้วยผื่นเป็นตุ่มน้ำใส
แผลหายได้เองใน 2-3
สัปดาห์แต่เชื้อยังอยู่ในร่างกาย
เมื่อร่างกายอ่อนแอ
เชื้อก็จะกลับเป็นใหม่
>>>>>หนองในแท้
<<<<<
เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่เรียกว่า
ทำให้เกิดอาการระคายเคืองในท่อปัสสาวะ
แสบขัดเวลาปัสสาวะ
มีหนองไหลออกจากท่อปัสสาวะ
อาจจะทำให้เกิดการอักเสบในช่องท้อง
หรือเป็นหมันหากไม่ได้รับการรักษา
>>>>>
หูด<<<<<
เกิดจากเชื้อไวรัส
human papillomavirus
ทำให้เกิดหูดที่อวัยวะเพศลักษณะเป็นผื่นนูน
ไม่เจ็บ
ผื่นจะมีขนาดใหญ่ขึ้น
หากไม่รักษาผื่นจะโตเป็นลักษณะหงอนไก่
Molluscum
>>>>>ซิฟิลิส
<<<<<
เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบได้ไม่บ่อย
การติดเชื้อเริ่มแรกจะเป็นก้อนแข็งไม่เจ็บที่อวัยวะเพศ
ไม่ไม่รักษาจะกลายเป็นระยะที่สองที่เรียกว่าเข้าข้อหรือออกดอก
หากทิ้งไว้นานจะติดเชื้อที่ระบบประสาท
และหัวใจ
>>>>>แผลริมอ่อน
<<<<<<
เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เกิดจากเชื้อ
Haemophilus Ducreyi
ลักษณะของโรคจะมีแผลที่อวัยวะเพศ
บวมและเจ็บ
บางคนมีต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบหรือที่ชาวบ้านเรียกไข่ดันบวม
หากไม่รักษาหนองจะแตกออกจากต่อมน้ำเหลือง
>>>>>ตัวโลน
<<<<<
เกิดจากแมลงตัวเล็กที่เรียกว่า
pediculosis pubis
อาศัยอยู่ที่ขนหัวเหน่า
ดูดเลือดคนเราเป็นอาหาร
ผู้ที่เป็นโรคจะมีอาการคันเป็นหลัก
เมื่อเกาจะทำให้เจ้าตัวเชื้อแพร่ไปยังบริเวณอื่น
การวินิจฉัยสามารถทำได้ด้วยตาเปล่า
จะพบไข่สีขาวเกาะตรงโคนขน
ไข่จะมีลักษณะวงรี
ส่วนตัวแมลงเมื่อกินเลือดเต็มที่จะออกสีน้ำตาล
หิด ตับอักเสบ หนองในเทียม อุ้งเชิงกรานอักเสบ ช่องคลอดอักเสบ ติดเชื้อtrichomonase ฝีมะม่วง การติดเชื้อราในช่องคลอด
การรักษาตัวโลนสามารถซื้อยาทาได้ตามร้านขายยา แต่คนท้องหรือเด็กควรจะปรึกษาแพทย์
การป้องกัน สมาชิกในครอบครัว เพื่อนสนิท คู่นอนควรจะได้รับการดูแลพร้อมกันเพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำ เสื้อผ้าหรือผ้าปูที่นอนควนจะนำไปต้มหรือซักแห้ง แล้วรีดด้วยเตารีด ตัวแมลงอยู่ได้เพียง 24 ชั่วโมงเมื่อไม่ได้อยู่กับคน ส่วนไข่อยู่ได้นานถึง 6 วัน
โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และเอดส์
คุณมีโอกาสที่จะได้รับเชื้อทั้งสองชนิด จากการมีเพศสัมพันธ์ แต่ผลที่เกิดขึ้นต่างกันตรงที่โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ รักษาให้หายได้ แต่โรคเอดส์นั้นยังไม่มีทางรักษา ดังนั้นหากมีเพศสัมพันธ์กับใครโดยไม่ป้องกัน จึงมีโอกาสรับทั้งเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และเชื้อเอดส์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้มีเชื้อเอดส์ จะไม่แสดงอาการใดๆ ในปีแรก แต่ขณะเดียวกันก็สามารถแพร่เชื้อสู่คนอื่นได้และหากคุณเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ คุณมีโอกาสรับเชื้อเอดส์ได้ง่ายกว่าคนปกติหลายเท่าการใช้ถุงยางอนามัย
ทุกวันนี้ ..
เชื้อเอดส์กำลังแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว หากคุณมีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัย จะช่วยป้องกันตัวคุณเองและคนที่คุณรัก ทั้งจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และเอดส์รักษากามโรคให้หายขาด ลดโอกาสรับเชื้อเอดส์
หากมีอาการผิดปกติใดๆ หลังการร่วมเพศรีบมารับบริการตรวจรักษาและขอคำปรึกษาจากแพทย์พยาบาลหรือบุคลากรทางการแพทย์ที่ได้รับการอบรม
ทดลองทำข้อสอบโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ผ่านระบบ
E - learning
http://dpc9.ddc.moph.go.th/napha9
07-พ.ค.-2550