Tuberculosis  
<< Back  

 

โรควัณโรค

 
    วัณโรค ( Tuberculosis )  
 
 

     

 
        วัณโรคเป็นโรคติดต่อเรื้อรัง ที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่ง  ทำให้มีการอักเสบในปอด ซึ่งในผู้ใหญ่มักจะพบส่วนใหญ่เป็นที่ปอด ในเด็กอาจเป็นที่อวัยวะอื่นร่วมด้วย เช่น ต่อมน้ำเหลือง เยื่อหุ้มสมอง กระดูก   และสามารถทำให้เกิดวัณโรคได้กับอวัยวะทุกส่วนของร่างกาย เช่น ปอด กระดูก ต่อมน้ำเหลือง แต่ที่เป็นปัญหามากในปัจจุบัน คือ “ วัณโรคปอด ”

สาเหตุ     
           เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Mycobacterium tuberculosis ซึ่งเป็น acid fast bacillus (AFB) ย้อมติดสีแดง ซึ่งจะมีอยู่ในปอดของผู้ป่วยที่ไม่ได้รับการรักษา

    

ระบาดวิทยา
          เด็กมักจะได้รับเชื้อจากผู้ใหญ่ที่เป็นวัณโรคระยะแพร่เชื้อ โดยเชื้อจะออกมากับการไอ จาม ทำให้เชื้อกระจายในอากาศ ในห้องที่ทึบอับแสง เชื้อวัณโรคอาจมีชีวิตอยู่ได้ถึง 1 สัปดาห์ ถ้าเสมหะที่มีเชื้อลงสู่พื้นที่ไม่มีแสงแดดส่อง เชื้ออาจอยู่ได้ในเสมหะแห้งได้นานถึง 6 เดือน เชื้อจะกระจายอยู่ในอากาศ และเข้าสู่ร่างกายทางการหายใจเอาเชื้อเข้าไป บางครั้งเชื้ออาจผ่านจากแม่ไปยังลูกในท้องโดยผ่านทางรกได้
           ส่วนใหญ่โรคนี้จะเป็นกับเด็กที่มีฐานะยากจน อยู่ในชุมชนแออัด ผู้ที่ติดเชื้อแต่ไม่มีอาการ และตรวจไม่พบวัณโรคในปอดโดย X-rays จะทราบว่าติดเชื้อวัณโรคได้โดยการทดสอบทูเบอร์คิวลินจะให้ผลบวก ผู้ป่วยวัณโรคในผู้ใหญ่ส่วนใหญ่จะเคยติดเชื้อมาในระยะเด็ก ปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้ผู้ติดเชื้อเกิดมีอาการของโรคได้แก่ การติดเชื้อในวัยทารก และในวัยหนุ่มสาว การสัมผัสกับผู้ติดเชื้อ(ได้รับเชื้อเพิ่มขึ้น) ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องโดยเฉพาะการติดเชื้อ HIV ผู้ติดยาเสพติด และโรคขาดอาหาร

ระยะฟักตัว
          จากเมื่อแรกรับเชื้อจนถึงเมื่อให้ผลทดสอบทูเบอร์คิวลินเป็นบวกประมาณ 2-10 สัปดาห์ ระยะที่มีโอกาสเกิดอาการของโรคได้มากที่สุดคือ ในสองปีแรกหลังติดเชื้อโดยทั่วไปแล้วถ้าไม่ได้รับการรักษาเชื้อที่เข้าไปจะซ่อนตัวอยู่เงียบๆ โดยไม่ทำให้เกิดอาการของโรค ถ้าร่างกายอยู่ในสภาพที่แข็งแรงดี ถ้าสุขภาพทรุดโทรมลงหรือมีภาวะเสี่ยงต่างๆ ดังกล่าวข้างต้น เชื้อที่สงบนิ่งอยู่ก็จะออกมาทำให้เกิดอาการของโรคได้ ในระยะห่างจากการได้รับเชื้อเข้าไปเป็นเดือนหรือเป็นปีก็ได้

อาการและอาการแสดง
            ส่วนใหญ่ของเด็กที่ติดเชื้อ จะไม่มีอาการของโรคเมื่อทดสอบทูเบอร์คิวลินได้ผลบวก (ซึ่งเป็นการแสดงว่าเด็กติดเชื้อวัณโรค) การตรวจ X-rays ของปอดก็จะไม่พบผิดปกติในระยะแรก ถ้าเด็กมีสุขภาพและภาวะโภชนาการดี โรคจะยังไม่เกิดขึ้นทันทีเมื่อได้รับเชื้อ อาการที่จะพบได้เร็วที่สุดประมาณ 1-6 เดือนหลังติดเชื้อ ที่จะพบได้บ่อย คือ มีต่อมน้ำเหลืองโตที่ขั้วปอด ที่คอ และที่อื่นๆ แล้วจึงพบผิดปกติที่ปอดและอวัยวะอื่นๆ

อาการที่น่าสงสัยว่า “วัณโรคปอด”    
    1. ไอเรื้อรังเกิน 3 สัปดาห์ หรือไอมีเลือดออก อาจจะมีอาการอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างก็ได้
    2. มีไข้ต่ำๆ
    3. เจ็บหน้าอก
    4. อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด  มีไข้ต่ำๆ ตอนบ่ายทุกวัน

วัณโรคปอด
           เด็กเกือบทั้งหมดที่เป็นวัณโรคจะเริ่มต้นเป็นจุดที่ปอดก่อน เด็กจะมีไข้ต่ำๆ เบื่ออาหาร น้ำหนักตัวลดลง บางคนมีอาการไอเรื้อรัง บางคนมีไอซ้อนๆ กันคล้ายไอกรน เด็กโตบางคนอาจบ่นเจ็บหน้าอก และเหนื่อยหอบ ถ้าเป็นมากจะมีน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอด

วัณโรคเยื่อหุ้มสมอง
           ในเด็กโตจะเริ่มด้วยอาการเป็นไข้ 1-2 สัปดาห์ ปวดศีรษะ อาเจียน คอแข็ง ซึมมากจนถึงไม่รู้สึกตัว บางรายอาจมีอาการชัก มีอัตราตายสูงและมีความพิการเหลืออยู่ถ้าได้รับการรักษาช้า

วัณโรคของต่อมน้ำเหลือง
           จะมีต่อมน้ำเหลืองบริเวณคอ รักแร้ ขาหนีบโต และบางรายจะโตมากจนมีแผลแตกออกมา มีหนองข้นไหลออกมา เป็นแผลเรื้อรัง อาจจะลุกลามมีต่อมน้ำเหลืองโตติดๆ กันหลายเม็ดถ้าไม่ได้รับการรักษาด้วยยาต้านวัณโรคโดยเนิ่นๆ แผลจะไม่หาย

การวินิจฉัยโรค
            ในผู้ที่มีอาการเข้าได้กับวัณโรค การวินิจฉัยที่แน่นอนได้จากการเพาะแยกเชื้อ M. tuberculosis จากน้ำล้างกระเพาะ (gastric wash) ในตอนเช้า ทั้งนี้เพราะเด็กมักจะกลืนเสมหะที่มีเชื้อวัณโรคลงในกระเพาะเวลากลางคืน หรือจากเสมหะ จากน้ำในเยื่อหุ้มปอด น้ำไขสันหลัง (ในรายเยื่อหุ้มสมองอักเสบ) เนื่องจากเชื้อวัณโรคเจริญเติบโตช้า ดังนั้นการเพาะเชื้อต้องใช้เวลานานถึง 10 สัปดาห์ ปัจจุบันมีวิธีที่อาจใช้เวลาเพียง 2-3 สัปดาห์ หรือสั้นกว่านี้ การทดสอบทูเบอร์คิวลิน เป็นวิธี skin test ที่ทำได้ง่ายที่สุดในการตรวจสภาวะของการติดเชื้อวัณโรคในผู้ที่ไม่มีอาการ การทดสอบที่ให้ผลบวกแสดงว่ามีการติดเชื้อ M. tuberculosis โดยทั่วไปแล้วในเด็กส่วนใหญ่หลังจากได้รับเชื้อแล้ว 3-6 สัปดาห์ จึงจะให้ปฏิกิริยาทูเบอร์คิวลินเป็นบวก บางรายอาจนานถึง 3 เดือนได้ และปฏิกิริยาบวกนี้จะคงอยู่ตลอดไป ถึงแม้จะได้ยารักษาวัณโรคแล้วก็ตาม

จะรู้ว่าเป็นวัณโรคปอดได้ต่อเมื่อ

          - ตรวจเสมหะ ดูด้วยกล้องจุลทรรศน์จะพบเชื้อวัณโรค
          - เอกซเรย์ปอด พบแผลวัณโรคที่เนื้อปอด             

การรักษา
           ปัจจุบันมียารักษาวัณโรคที่ได้ผลดีหลายชนิด การรักษาจะให้ยาร่วมกันอย่างน้อย 3 ชนิด เพื่อลดอัตราการดื้อยา และเพิ่มประสิทธิภาพของยา ยาที่ใช้ได้แก่ Streptomycin, Pyrazinamide, Rifampin, Isoniacid, Ethambutol การรักษาจะได้ผลดีถ้ามารับการรักษาเสียแต่ระยะเริ่มแรก และจะต้องกินยาอย่างสม่ำเสมอเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 6 เดือน และจะต้องดูแลให้พักผ่อนและให้อาหารที่มีโปรตีนสูงและมีไวตามิน เพื่อช่วยเพิ่มความต้านทานโรค

เมื่อตรวจพบว่าเป็นวัณโรคปอด อย่าท้อแท้และหมดกำลังใจ… “เพราะวัณโรคเป็นโรคที่รักษาให้หายได้” ปัจจุบันมียารักษาโรคที่มีประสิทธิภาพสูง สามารถรักษาให้หายได้ภายใน 6 เดือนเท่านั้น โดยผู้ป่วยต้องกินยาตามชนิด และขนาดที่แพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอจนครบกำหนดเรียกว่า การรักษาวัณโรคแบบมีพี่เลี้ยง คือ

    1. มากินยาที่สถานบริการสาธารณสุขทุกวัน โดยมีเจ้าหน้าที่กำกับดูแลการกินยาทุกครั้ง และลงบันทึกการกินยาทุกครั้ง
    2. กินยาโดยมีอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านเป็นผู้ดูแล
    3. กินยาโดยมีญาติเป็นผู้ดูแลคอยเตือน ให้กำลังใจผู้ป่วย พร้อมทั้งดูแลให้ผู้ป่วยกลืนยาต่อหน้าทุกครั้

การแพร่เชื้อ

         ผู้ป่วยที่เป็นวัณโรคในระยะแพร่กระจายเมื่อผู้ป่วย จาม ไอ หัวเราะร้องเพลงหรือแม้กระทั้งพูดก็สามารถแพร่เชื้อออกทางน้ำลาย dropletnuclei กระจายไปในอากาศและสามารถอยู่ในอากาศได้นาน  เมื่อคนหายใจจะได้รับเชื้อนั้นเข้าในถุงลมในปอด(alveoli)หากร่างกายแข็งแรงภูมิคุ้มกัน immune ปกติร่างกายก็สามารถกำจัดเชื้อนั้นได้โดยการทำลายของ macrophages  ผู้ป่วยเด็กหรือเป็นเอดส์เชื้อจะแพร่กระจายไประบบอื่น เช่น เยื่อหุ้มสมองและเกิดโรค หลังจากได้รับเชื้อประมาณ 2-8 สัปดาห์หากร่างกายแข็งแรงสามารถทำลายเชื้อได้หมด เราทดสอบผิวหนัง PPD skin test จะให้ผลบวก หมายถึงผู้ป่วยติดเชื้อแต่ไม่เกิดโรคเรียก Latent infection ผู้ป่วยกลุ่มนี้ไม่ติดต่อ วัณโรคไม่ติดต่อทางสัมผัส ไม่ติดต่อทางเสื้อผ้า หรือเครื่องใช้ จะมีเชื้อบางส่วนอาศัยอยู่ในเม็ดเลือดขาว จนกระทั้งร่างกายอ่อนแอ หรือมีโรคเช่นภูมิคุ้มกันบกพร่องเชื้อจะเจริญเติบโตและเกิดโรคได้

อัตราการติดเชื้อ

อัตราการติดเชื้อจะมากหรือน้อยขึ้นกับปัจจัยหลายประการไก้แก่
     -  ผู้ป่วยวัณโรคปอดโดยเฉพาะมีโพรงหนอง และวัณโรคกล่องเสียงจะมีเชื้อปริมาณมากดังนั้นจึงติดต่อได้ง่าย
     -   ระยะเวลาที่สัมผัส กล่าวคือหากอยู่กับผู้ป่วยวันละ 8 ชั่วโมง(เวลาทำงานนั้นเอง) เป็นเวลา 6 เดือน จะมีโอกาสติดเชื้อ 50% หากต้องอยู่กับผู้ป่วย 24 ชั่วโมงเป็นเวลา 2 เดือนก็มีโอกาสติดเชื้อ 50%
     -  ผู้ป่วยไอมาก
     -  ผู้ป่วยมีเชื้อเป็นปริมาณมากในเสมหะ ท่านผู้อ่านจะทราบว่ามีเชื้อมากหรือน้อยจากการตรวจเสมหะหากให้ผล+2ขึ้นไปแสดงว่ามีเชื้อมาก
     -  ผู้ป่วยที่รักษาไม่ครบ
     -  ห้องที่อยู่แคบและถ่ายเทอากาศไม่ดี
     -  ระบบระบายอาการเป็นระบบปิดไม่มีการเปลี่ยนอากาศใหม่เพื่อเจือจางอากาศ

การติดเชื้อ
    ผู้ที่ได้รับเชื้อ [Latent infection] ทุกคนไม่จำเป็นต้องเป็นวัณโรคทุกคน ประมาณว่าร้อยละ10จะเป็นวัณโรคโดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวเหล่านี้
                 -  ผู้ป่วยโรคเอดส์
                 -  ผู้ป่วยเบาหวาน
                 -  ผู้ป่วยที่ได้รับยา prednisolone หรือยากดภูมิคุ้มกันเป็นเวลานาน หรือเปลี่ยนไต
                 -  ผู้ป่วยที่ไตวายเรื้อรัง
                 -  ผู้ป่วยโรคมะเร็ง
                 -  ผู้ป่วยที่มีน้ำหนักตัวน้อย
                 -  ผู้ป่วยที่เป็น silicosis
                 -  ผู้ป่วยที่ตัดกระเพาะ หรือตักต่อลำไส้
          เมื่อร่างกายอ่อนแอเชื่อที่อยู่ในปอดจะเจริญและแพร่กระจายเข้ากระแสเลือดและต่อมน้ำเหลืองไปตามอวัยวะต่างๆ เช่น ผิวหนัง ไต กระดูก และอวัยวะสืบพันธ์ ผู้ป่วยที่เป็นวัณโรคจะมีอาการ ไข้ น้ำหนักลด เบื่ออาหาร ไอเรื้อรัง บางรายไอจนเสมหะมีเลือดปน หากเป็นมากขึ้นจะมีการทำลายเนื้อปอดทำให้หอบเหนื่อย

ติดต่อได้อย่างไร

         วัณโรคจะติดต่อจากคนสู่คน การติดต่อของวัณโรคจะเหมือนกับการติดต่อของไข้หวัด เชื้อวัณโรคจะแพร่กระจายทางอากาศ และนานๆครั้งจะพบว่า มีการติดต่อโดยการสัมผัส ผู้ที่ป่วยจากวัณโรคปอดเท่านั้นที่จะเป็นผู้แพร่เชื้อ เมื่อคนเหล่านี้ ไอ จาม พูดคุย หรือถ่มน้ำลาย ขากเสมหะ เชื้อวัณโรคในปอดจะถูกขับฟุ้งกระจายสู่อากาศและสามารถล่องลอยอยู่ได้นานหลายชั่วโมง

การปฏิบัติตัว เมื่อป่วยเป็นวัณโรคปอด

    1. กินยาตามชนิด และขนาดที่แพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอจนครบกำหนด และไปพบแพทย์ตามนัดทุกครั้ง
    2. เมื่อกินยาไปประมาณ 2 สัปดาห์ อาการไอ และอาการต่างๆจะลดลง รู้สึกสบายดีขึ้นมากแต่เชื้อวัณโรคยังไม่หายไปอย่าหยุดกินยาเองเป็นอันขาด
    3. ควรงดเหล้า บุหรี่ และยาเสพติด เพราะสิ่งเหล่านี้จะทำลายสุขภาพให้เสื่อมโทรม
    4. ปิดปาก จมูก เวลาไอหรือจามเพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อไปสู่ผู้อื่น
    5. บ้วนเสมหะลงในภาชนะหรือ กระป๋องที่มีฝาปิดมิดชิดทำลายเสมหะ โดยนำกระป๋องไปตั้งไฟให้เดือดอย่างน้อย 5 นาที เพื่อฆ่าเชื้อโรค
    6. จัดบ้านให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก ให้แสงแดดสองถึงและหมั่นนำเครื่องนอนออกตากแดด
    7. ควรนำทุกคนในบ้านโดยเฉพาะเด็กๆ ไปรับการตรวจเสียแต่เนิ่นๆ ถ้าป่วยเป็นวัณโรคแพทย์จะได้ทำการรักษาได้ทันทีตั้งแต่เริ่มเป็นใหม่ๆ
    8. สามารถกินยารักษาโรคร่วมกับยารักษาโรคอื่นๆ ได้
    9. กินอาหารได้ทุกชนิด โดยเฉพาะเนื้อสัตว์ ไข่ ผักและผลไม้

การแยกผู้ป่วย
           ผู้ป่วยเด็กโดยทั่วไปไม่จำเป็นต้องแยก ถ้าได้รับยารักษาวัณโรคแล้ว เพราะเด็กมักไม่พบมีแผลในปอด และไม่ค่อยจะไอมาก โดยเฉพาะเด็กเล็กจะกลืนเสมหะลงในกระเพาะในเด็กโตหรือผู้ใหญ่ที่มีแผลในปอด (cavities) และตรวจแยกเชื้อ M. tuberculosis ได้จากเสมหะ ให้แยกประมาณ 1-2 เดือนจนแน่ใจว่ามีผลจากยา ซึ่งจะทราบได้จากการตรวจเพาะเชื้อจากเสมหะได้น้อยลง อาการไอน้อยลง ต้องไม่ให้ผู้ป่วยบ้วนเสมหะลงตามพื้น ต้องใช้น้ำยาฆ่าเชื้อทำลายเชื้อในเสมหะ

การป้องกัน
1) หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่กำลังมีอาการไอ และยังไม่ได้รับการรักษาด้วยยารักษาวัณโรค
2) ในผู้ติดเชื้อที่ไม่มีอาการ โดยเฉพาะในเด็กอายุต่ำกว่า 4 ปี ที่ตรวจได้ผลทูเบอร์คิวลินบวกแพทย์จะพิจารณาให้ยาป้องกัน Isoniacid นาน 2-3 เดือน
3) ให้วัคซีน BCG ป้องกัน ในประเทศที่มีโรควัณโรคชุกชุม องค์การอนามัยโลกแนะนำให้เริ่มให้ BCG วัคซีนตั้งแต่แรกเกิด วัคซีน BCG ถึงแม้จะมีประสิทธิผลแตกต่างกันจากการศึกษาในที่ต่างๆ ตั้งแต่ต่ำกว่าร้อยละ 50 ไปจนถึงร้อยละ 80 แต่ที่ได้ผลชัดเจน คือ ป้องกันวัณโรคชนิดรุนแรงแบบแพร่กระจาย และวัณโรคเยื่อหุ้มสมอง ในประเทศไทยให้วัคซีน BCG เมื่อแรกเกิด

การค้นหาผู้ป่วย
         การค้นหาผู้ป่วย เนื่องจากเด็กมักจะได้รับเชื้อมาจากผู้ใหญ่ที่สัมผัสใกล้ชิด ดังนั้น เมื่อพบผู้ป่วยวัณโรคจึงต้องสอบสวนค้นหาโรคในผู้ใกล้ชิดให้พบ และให้การรักษาเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อไปยังผู้อื่น

 
 
   

การบรรเทาอาการไอ
      อาการไอ
คือ สภาวะที่ร่างกายกำลังทำให้ปอดและทางเดินหายใจโล่ง โดยอาจไอแบบแห้ง ๆ ( ไม่มีเสมหะ ) หรือไอแบบมีเสมหะ อาการไออาจเกิดจากการติดเชื้อไวรัส หรือแบคทีเรีย บางครั้งอาจเกิดจากภาวะภูมิแพ้ หรือสิ่งระคายเคืองโดยเฉพาะบุหรี่ อาการไออาจเป็นผลจากการระคายเคืองโดยตรงต่อปอดหรือจากน้ำมูกที่ไหลลงในหลอดลม ซึ่งเกิดจากอาการคั่งของน้ำมูกในทางเดินหายใจ ถ้าสาเหตุเกิดจากหวัด อาการไออาจเป็นอยู่อีกเป็นเวลานานหลายสัปดาห์หลังอาการอื่น ๆ หายหมดแล้วก็ได้

การดูแลรักษาตนเองเพื่อบรรเทาอาการไอ

          1. ถ้าสูบบุหรี่อยู่ นี่เป็นเวลาที่ดีที่สุดที่จะ เลิกบุหรี่ เพราะการสูบบุหรี่จะขัดขวางการทำงานของสิ่งที่มีลักษณะคล้ายขนเล็ก ๆ ที่ผิวของเยื่อบุทางเดินหายใจ ซึ่งจะทำหน้าที่พัดโบกไปมาคล้ายไม้กวาดขนาดจิ๋วที่กวาดเอา มูก เชื้อโรค และฝุ่น ไม่ให้เข้าไปในปอดและหลอดลม ผู้ที่สูบบุหรี่อวัยวะดังกล่าวจะมีการทำงานเสียไป ไม่สามารถพัดโบกได้ดังเดิม ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อทางเดินหายใจดังนั้นการหยุดสูบบุหรี่จึงเป็นวิถีทางที่ดีที่สุด
          2. ดื่มน้ำมาก ๆ หรือสูดไอน้ำร้อนจากการต้มน้ำ เพื่อช่วยลดการคั่ง และทำไห้น้ำมูกเหลวขึ้น ควรดื่มน้ำอุ่นอย่างน้อยวันละ 2 แก้ว
          3. จิบยาแก้ไอหรือยาอมชนิดแก้ไอที่ชุ่มคอ เพื่อช่วยให้ลำคอที่แห้งและระคายอยู่ชุ่มชื้นและสบายขึ้น
          4. ใช้ยาละลายเสมหะ เพื่อช่วยให้เสมหะเหลวใสขึ้น แต่ถ้าเป็นการไอแบบแห้ง ๆ ควรใช้ยาระงับอาการไอ
          5. ควรปรึกษาแพทย์ เมื่อมีอาการไอติดต่อกันเกิน 2 สัปดาห์ หรือมีอาการผิดปกติ เช่น
               - เสมหะปนเลือดมีสีน้ำตาล หรือเขียว
               - มีอาการหอบหืด หายใจลำบาก
               - เจ็บหน้าอกอย่างรุนแรง
หมั่นออกกำลังกายจะทำให้ร่างกายแข็งแรงอยู่เสมอและช่วยให้ร่างกายมีภูมิต้านทานโรคได้

* วัณโรครักษาให้หายขาดได้ ภายใน 6 เดือน *

  หลักการปฏิบัติตัว 5 ต. ต่อต้านวัณโรค

ต. ที่หนึ่ง…..ต้อง กินยาต่อหน้า
ต.
ที่สอง…...ต้อง รักษาต่อเนื่อง
ต.
ที่สาม…...ติ๊ก บัตรหลังกินยา
ต.
ที่สี่……....ติด ตามถ้าผู้ป่วยไม่มากินยา

ต.
ที่ห้า……..เต็ม ใจรักษา 

การแก้ไข/รักษาอาการข้างเคียงเบื้องต้น

อาการ

การแก้ไข/การรักษา

ผื่นคัน

- หยุดยาวัณโรคทุกตัว  ส่งผู้ป่วยไปที่โรงพยาบาล

คันแต่ไม่มีผื่น  หรือผื่นคันเล็กน้อย

- ให้ยาวัณโรคต่อไป

- ให้ยาแก้คัน แก้แพ้ เช่น CPM , 0.1% TA cream , Calamine

- นัดผู้ป่วยมาตรวจทุก 3 วัน

ตัวเหลือง ตาเหลือง

- หยุดยาวัณโรคทุกตัว  ส่งผู้ป่วยไปโรงพยาบาลทันที

วิงเวียน ตาลาย หูอื้อหรือหนวก

- หยุดยา Streptomycin  ส่งผู้ป่วยไปโรงพยาบาลทันที

ตามัว ตาบอดสี

- หยุดยา Ethambutol  ส่งผู้ป่วยไปโรงพยาบาลทันที

ชาตามปลายมือปลายเท้า

- ให้ยาวิตามินบี 6 100  mg./day

ปวดข้อ

- ให้ยา Paracetamol

ชัก ช็อก ไตวาย หลอดลมหดเกร็ง

หนังลอก โรคจิต

- หยุดยาวัณโรคทุกตัว  ส่งผู้ป่วยไปโรงพยาบาลทันที

คลื่นไส้ อาเจียน

- ให้ยาวัณโรคต่อ

- แนะนำให้กินยาหลังอาหารเย็นหรือก่อนนอน  อาจให้ยาระงับการคลื่นไส้ อาเจียน เช่น Domperidone

เบื่ออาหาร เจ็บกระเพาะ

- กินยาหลังอาหาร

- ให้ยาลดกรด

- ตรวจสอบขนาดของยา

ปัสสาวะสีแดง

- แนะนำผู้ป่วยว่าเกิดจากสีของยา  ไม่เป็นอันตราย

 
 
    การดูแลผู้ป่วยวัณโรคที่บ้าน   
 
 

 
 

       DOTS (Directly Observed Treatment, Short course)  หมายถึง  การรักษาผู้ป่วยด้วยระบบยาระยะสั้นโดยมีพี่เลี้ยงกำกับการกินยาตลอดการรักษา ซึ่งเป็นกลยุทธที่ช่วยให้การควบคุมวัณโรคมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น (WHO แนะนำ)  สำหรับผู้ป่วยวัณโรครายใหม่กินยา 6 เดือน ,  ผู้ป่วยวัณโรคกลับเป็นซ้ำกินยา 8 เดือน  ดังนั้น 
         -   
การดูแลผู้ป่วยเรื่องการรักษาด้วยยาจะเป็นความรับผิดชอบของโรงพยาบาล
         -   
ส่วนผู้จะเพิ่มคุณภาพการรักษาว่าจะได้ผลจริงหรือไม่อยู่ที่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขประจำศูนย์สุขภาพชุมชนหรือสถานีอนามัย 

ใครจะเป็นพี่เลี้ยงได้บ้าง

  1. เจ้าหน้าที่สาธารณสุขประจำศูนย์สุขภาพชุมชนหรือสถานีอนามัย
  2. ผู้นำชุมชน  เช่น  อสม.  พระ  ครู  ผู้ป่วยที่รักษาหายขาดแล้ว  หรือเพื่อนบ้าน
  3. สมาชิกในครอบครัว  เช่น  สามี  ภรรยา  บุตร  ญาติในครัวเรือนเดียวกัน

  

หน้าที่ของผู้กำกับการกินยา (พี่เลี้ยง : DOTS Watcher)

  1. จัดยาให้ผู้ป่วยกินยาต่อหน้า (ควรเป็นเวลาตอนเย็น)  วันละ 1 ซอง
  2. บันทึกบัตรกำกับการกินยา (DOTS Card)  โดยใช้เครื่องหมาย / ในวันที่กิน  ใช้เครื่องหมาย x ในวันที่ไม่กินยา
  3. สังเกตอาการผู้ป่วย  ถ้าพบสิ่งผิดปกติ  ให้แนะนำมาพบเจ้าหน้าที่สาธารณสุข/ไปโรงพยาบาล
  4. แนะนำการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์  การพักผ่อน  งดสารเสพติดทุกชนิด
  5. ให้กำลังใจผู้ป่วย
  6. ประสานกับเจ้าหน้าที่ศูนย์สุขภาพชุมชน (PCU)/สถานีอนามัย
  7. เตือนให้ผู้ป่วยเก็บเสมหะส่งตามกำหนด
  8. แนะนำแก่ญาติ  ชุมชน  ให้เข้าใจถึงการควบคุมป้องกันโรค

       ถ้าหาก  “เจ้าหน้าที่สาธารณสุขไม่ได้เป็นพี่เลี้ยงกำกับการกินยาให้ผู้ป่วยด้วยตนเอง”  จะต้องไปเยี่ยมบ้านผู้ป่วย (Surprise visit)  12 ครั้ง/คน  ดังนี้
            -    
ระยะเข้มข้นของการรักษา (2-3 เดือนแรกจนกว่าจะตรวจเสมหะแล้วไม่พบเชื้อวัณโรค)  เยี่ยมทุกสัปดาห์ๆ ละ 1 ครั้งจนครบ 8 ครั้ง   โดยเยี่ยมครั้งแรกให้เร็วที่สุด (ผู้ป่วยกินยาไปแล้ว 2-3 วัน)
           -     
ระยะต่อเนื่องของการรักษา (3-8 เดือนต่อมาจนครบแผนการรักษา)  เยี่ยมทุกเดือนๆ ละ 1 ครั้ง  รวม 4 ครั้ง

เหตุผลในการเยี่ยมบ้านโดยเจ้าหน้าที่สาธารณสุข

  1. เจ้าหน้าที่สาธารณสุขมีความรู้เกี่ยวกับโรค  และการปฏิบัติตัว  เจ้าหน้าที่ฯ สามารถให้คำแนะนำแก่ผู้ป่วยและญาติได้ในรายที่มีปัญหา  และเลือกวิธีที่เหมาะสมกับผู้ป่วยได้ถูกต้อง  (ไม่อะลุ่มอล่วยไปในทางที่ไม่ถูกต้อง)
  2. เจ้าหน้าที่สาธารณสุขเห็นสภาพความเป็นจริง  ประเมินสภาพแวดล้อม  และสังเกตการปฏิบัติตัว  เพื่อนำมาวางแผนการดูแลผู้ป่วยแบบองค์รวม  รวมถึงการป้องกันควบคุมโรคที่เหมาะสม
  3. ผู้ป่วยและญาติให้ความเชื่อถือ  และเชื่อฟังเจ้าหน้าที่สาธารณสุขมากกว่าสมาชิกในครอบครัว

 วิธีการเยี่ยมบ้านโดยเจ้าหน้าที่สาธารณสุข

  1. สอบถามและสังเกตอาการทั่วไป  อาการแพ้ยา/ฤทธิ์ข้างเคียงของยา หากมีอาการดังกล่าวให้ความช่วยเหลือ ดังตารางหน้าที่ 3    และให้กำลังใจผู้ป่วย
  2. ตรวจนับซองยา  เท่าจำนวนวันที่ใช้ไปหรือไม่   ตรวจ DOTS Card  พร้อมเซ็นชื่อไว้
  3. ตรวจดูสีปัสสาวะ  ควรมีสีแดงส้ม (แสดงว่ามีการกินยา Rifampicin  ควรดูตอนเช้า-เที่ยง)
  4. แนะนำการปฏิบัติตัวแก่ผู้ป่วยและญาติ

         4.1   การป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ  :- ปิดปากเวลาไอ/จาม,  ในช่วงระยะแพร่เชื้อควรนอนแยก,  บ้วนเสมหะในกระโถน หากมีถุงพลาสติกรองรับควรนำไปฝังหรือเผา,  เปิดประตู/หน้าต่างให้แสงแดดส่องถึง  การระบายอากาศดี

4.2   ความสำคัญของการกินยาทุกวัน และอันตรายของการกินยาไม่สม่ำเสมอ  :-  หากกินครบทุกวันอาการจะดีขึ้นภายใน 1 เดือนแต่เชื้อวัณโรคยังคงมีอยู่ในปอด  จึงจำเป็นต้องกินยาให้ครบแผนการรักษา (นานกี่เดือน)  เพื่อไปฆ่าเชื้อวัณโรคที่อยู่ในปอดให้หมด/รักษาหายหลังกินยาครบ 2 เดือนจะมีการตรวจเสมหะเพื่อติดตามผลการรักษาเบื้องต้น  หากไม่พบเชื้อแล้วยาจะลดลงเหลือเพียง 2 ชนิด  แต่ถ้าหากผู้ป่วยกินยาไม่สม่ำเสมอเชื้อวัณโรคอาจจะดื้อต่อยาทำให้รักษาไม่หาย และแพร่กระจายเชื้อที่ดื้อต่อยาไปสู่ชุมชนหรือบุคคลอันเป็นที่รักได้ (ลูก  ภรรยา  พ่อ  แม่  พี่  น้อง) 

4.3   การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์  :-  เน้นโปรตีนจากปลา งดสูบบุหรี่/ดื่มสุรา

4.4   หากผู้ป่วยมีโรคประจำตัวอื่น เช่น โรคเบาหวาน  ควรแนะนำให้ควบคุมระดับน้ำตาลควบคู่ไปด้วย

  1. แนะนำการเก็บเสมหะแก่ผู้ป่วย  โดยให้เก็บเสมหะในตอนเช้าหลังจากตื่นนอน  และย้ำ/เตือนผู้ป่วยเรื่องกำหนดตรวจเสมหะ
  2. ซักถามผู้สัมผัสร่วมบ้านและบ้านใกล้เคียง  หากมีอาการไอเกิน 2 สัปดาห์แนะนำให้มาตรวจคัดกรองวัณโรคที่โรงพยาบาล
  3. เมื่อเสร็จจากการเยี่ยมบ้าน  บันทึกผลการเยี่ยมบ้านในแบบบันทึกฯ
     
 
  ที่มา : 1. สำนักโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข
         2.
ภก.เชิดเกียรติ  แกล้วกสิกิจ
 
 
    
 

ติดต่อเรา  Last  Update  22-03-2555