PCM
 
 
 
 
 
จำนวนผู้เข้าเยี่ยมชม
Web Site Hit Counters
เริ่มนับ 1 ต.ค.46
  
 
   Laboratory AIDS Test 

 

 

หน้าต่อไป >>

 

การตรวจเลือด

 
 
 
ภูมิคุ้มกันของร่างกาย 
 
         ภูมิคุ้มกัน หมายถึงระบบรักษาความปลอดภัยที่ร่างกายสร้างขึ้นเพื่อป้องกันและต่อต้านเชื้อโรคต่าง ๆ ที่เข้าสู่ร่างกาย โดยร่างกายจะสร้างเม็ดเลือดขาวหลายชนิดตลอดเวลาเพื่อทำหน้าที่กำจัดหรือควบคุมไม่ให้เชื้อโรคเพิ่มจำนวนลุกลามจนทำให้เราเจ็บป่วยได้ ถ้าภูมิคุ้มกันในร่างกาย ทำหน้าที่ได้ปกติ ก็สามารถจัดการกับเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกายได้ เราก็จะไม่ป่วย แต่ถ้าช่วงไหนภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ไม่สามารถทำหน้าที่กำจัดหรือควบคุมเชื้อโรคได้ดีเท่าที่ควร ช่วงนั้นก็จะป่วยได้       
 

 
 

วิธีการตรวจเลือดเพื่อหาการติดเชื้อไวรัสเอชไอวี  

 
 

วิธีการตรวจหาเชื้อเอดส์นั้นมี 2 ขั้นตอน คือ
       1.การตรวจขั้นต้น ตรวจหาภูมิต้านทานโรคต่อเชื้อ (Antibody) วิธีการที่ใช้ตรวจขั้นต้น คือ Elisa Test มีความไวสูง ให้ผลน่าเชื้อถือมากกว่า 99.5% ราคาถูก ถ้าหากการตรวจเลือดให้ผลบวกจะต้อง ตรวจยืนยันอักครั้งหนึ่ง
       2.การตรวจยืนยัน (Conflirmatory Test) เป็นการตรวจสอบความภูกต้องของการวินิจโรคจากการตรวจขั้นต้นว่ามีการคิดเชิ้อหรือไม้ วิธีที่นิยมใช้ Western Blot หากผลการตรวจยังไม่สามารถยืนยันได้ ผู้ป้วยอาจได้รับการตรวจต่อด้วยวธิ PCR (Polymerase Chain Reaction) หรือ ตรวจซ้ำโดยวิธี Western Blot อีก 1 เดือนถัดไป

วิธีการตรวจ

1.  การตรวจหาแอนติบอดีต่อเชื้อไวรัสเอชไอวี (Anti-HIV Antibody) โดยใช้วิธีการ ดังนี้

  • การตรวจแบบ ELISA เป็นการตรวจคัดกรอง (Screening Test) วิธีตรวจแบบนี้ เป็นที่นิยมใช้กันแพร่หลาย เนื่องจากทำได้ง่าย ค่าใช้จ่ายไม่แพง ใช้เวลาน้อยและรู้ผลเร็ว  ผลการตรวจมีความแม่นยำเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ ถ้าหากตรวจด้วยน้ำยาตรวจของสองบริษัทแล้วให้ผลบวกสองครั้ง ก็ค่อนข้างมั่นใจได้ แต่การจะบอกว่าใครเลือดบวกเป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งจะต้องตรวจยืนยันด้วยวิธีอื่นที่จำเพาะกว่าอีกครั้งก่อน
  • การตรวจแบบ Western Blot Assay เป็นการตรวจยืนยัน (Confirmatory Test) เพื่อยืนยันผลการตรวจแบบคัดกรอง เป็นวิธีการตรวจการติดเชื้อ HIV ที่นิยมมากที่สุด เพราะมี ความไว และมีความแม่นยำสูงกว่าการตรวจแบบ ELISA แต่มีค่าใช้จ่ายสูงกว่า และมีขั้นตอน ที่ยากกว่า
  • การตรวจแบบ Indirect Immunofluorescent Assay (IFA) เป็นการตรวจหาแอนติบอดีเหมือนการตรวจแบบ Western blot เพียงแต่การอ่านผล อ่านจากดูการเรืองแสง แทน การนับสารรังสีในการตรวจแบบ Western blot แต่มีความไวและความแม่นยำในการตรวจพอ ๆ กัน
  • การตรวจแบบ Radioimmunoprecipitation Assay (RIPA) เป็นการตรวจหาแอนติบอดีอีกวิธีที่ให้ผลการตรวจได้เร็วกว่าการตรวจแบบ Western blot แต่มีขั้นตอนยากกว่า  จึงมักใช้ในงานวิจัยเท่านั้น 

2.  การตรวจหาแอนติเจน ส่วนใหญ่จะเป็นการตรวจหา P24 Antigen ในเลือด ด้วยวิธี การตรวจแบบ ELISA ซึ่งสามารถตรวจหาตัวเชื้อในช่วงที่แอนติบอดียังไม่ขึ้น หรือที่เรียกว่า window period แต่ก็มีข้อเสียคือความไวยังน้อย (คือตรวจไม่ค่อยเจอ) และไม่เหมาะที่จะใช้เป็นวิธีคัดกรอง (screening test)

3.  การเพาะเชื้อไวรัสเอชไอวี เป็นวิธีที่ทำยาก ราคาแพง ความไวน้อย แต่ให้ผลที่แน่นอน

4การตรวจหา DNA ของไวรัส วิธีนี้คือการหาโดยอาศัยการเพิ่มปริมาณ DNA เรียกว่า PCR (Polymerase chain reaction) ตรวจได้แม้จะมีปริมาณ DNA เพียงน้อยนิด การตรวจแบบนี้ มีความไวสูง และให้ผลการตรวจที่เชื่อถือได้แน่นอน จึงถือเป็นวิธีการ "ตรวจยืนยัน" ที่แน่นอนที่สุด
 

 
 

ควรตรวจเลือดเพื่อหาการติดเชื้อไวรัสเอชไอวีเมื่อใด

 
 

        การดูจากสภาพร่างกาย หรืออาการภายนอก ไม่สามารถบอกได้แน่ชัดว่ามีหรือไม่มีเชื้อไวรัสเอชไอวี เพราะผู้ติดเชื้อไวรัสเอชไอวีจำนวนมากไม่มีอาการปรากฏให้เห็น หรือบางคนร่างกายอ่อนแอ มีอาการผิดปกติ ก็ไม่ใช่ว่าจะต้องป่วยเป็นโรคเอดส์ วิธีที่จะรู้ได้แน่ว่าใครมีเชื้อเอดส์หรือไม่

            โดยปกติ การตรวจเลือดเพื่อหาการติดเชื้อไวรัสเอชไอวีจะเป็นการตรวจแบบ  "ตรวจขั้นต้น" หรือที่เรียกว่า " ตรวจคัดกรอง " (Screening Test ) โดยใช้วิธีตรวจแบบ ELISA เพื่อตรวจแอนติบอดี วิธีการนี้มีความไวสูง ให้ผลน่าเชื้อถือมากกว่า 99.5% ราคาถูก ถ้าให้ผลบวก ก็จะตรวจยืนยันโดยวิธีตรวจแบบ Western Blot Assay   การตรวจเลือดเพื่อตรวจการติดเชื้อไม่ได้ตรวจหาตัวเชื้อไวรัสเอชไอวี แต่เป็นการตรวจหาปฏิกิริยาที่ร่างกายแสดงว่าได้รับเชื้อแล้ว ซึ่งปฏิกิริยานี้จะเกิดขึ้นหลังจากเชื้อเข้าไปอยู่ในร่างกาย เป็นเวลาประมาณ 6 สัปดาห์ ถึง 3 เดือน เพราะฉะนั้นจึงควรตรวจเลือดหลังการมีพฤติกรรมเสี่ยง ต่อการรับเชื้อครั้งสุดท้าย 3 เดือน 

             การตรวจยืนยัน (Confirmatory Test) เป็นการตรวจสอบความถูกต้องของการวินิจโรคจากการตรวจขั้นต้นว่ามีการคิดเชื้อหรือไม้ วิธีที่นิยมใช้ Western Blot หากผลการตรวจยังไม่สามารถยืนยันได้ ผู้ป่วยอาจได้รับการตรวจต่อด้วยวิธี PCR (Polymerase Chain Reaction) หรือ ตรวจซ้ำโดยวิธี Western Blot ในอีก 1 เดือนถัดไป      
             การตรวจเลือดสามารถขอตรวจได้ตาม โรงพยาบาลชุมชนทุกแห่ง โรงพยาบาลทั่วไป โรงพยาบาลศูนย์ หรือ ศูนย์บริการสาธารณสุขทุกแห่ง  มีทั้งแบบรู้ผลในวันนั้น หรือรู้ผลประมาณ 3-7 วัน ซึ่งในแต่ละแห่งจะมีบริการให้การปรึกษา และแนะนำทั้งก่อนและ หลังการตรวจและมีการรักษาความลับของผู้ที่ถูกตรวจ ไม่ว่าผลที่ออกมาจะเป็นอย่างไร หน่วยงานที่ตรวจ เลือด เพื่อหาเชื้อเอดส์ และไม่ต้องบอกชื่อ ที่อยู่ หรือเบอร์โทรศัพท์ คือ คลินิกนิรนามของ สภากาชาดไทย หรือคลินิกของโรงพยาบาลต่างๆ ทั่วประเทศ  เสียค่าใช้จ่ายประมาณ 100-300 บาท

              การตัดสินใจจะไปตรวจเลือด ควรจะต้องประเมินตัวเองก่อน ว่ามีพฤติกรรมเสี่ยง หรือมีโอกาส ไปรับเชื้อมาไม่ต่ำกว่า 30 วัน ถ้าจะให้ผลเลือดที่ออกมามั่นใจจริงๆ ว่าถูกต้องควรใช้เวลา 6 เดือนนับจากวันที่รับเชื้อ หรือมีพฤติกรรมเสี่ยง
 

ผลเลือดบวก  หมายถึง การตรวจเลือดแล้วพบว่า เลือดขอผู้ที่ได้รับการตรวจนั้นมีผลผิดปกติ ซึ่งใน ผู้ตรวจเลือดเกี่ยวกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ตรวจเลือดเพื่อหาการติดเชื้อซิฟิลิสพบว่า เลือดบวก หมายความว่า มีการติดเชื้อซิฟิลิส ส่วนการตรวดเลือดเพื่อดูการติดเชื้อไวรัสเอดส์ พบว่า ผลเลือดบวกต่อไวรัสเอดส์แสดงว่า ติดเชื้อเอดส์  และหมายถึง
        1. ได้รับเชื้อไวรัสเอชไอวี เข้าสู่ร่างกาย
        2. ผู้ติดเชื้อสามารถแพร่เชื้อเอชไอวี สู่ผู้อื่นได้ทางเลือด น้ำอสุจิ น้ำจากช่องคลอด และสตรีมีครรภ์จะสามารถแพร่เชื้อไปยังทารกในครรภ์ได้
        3.  ติดเชื้อเอชไอวี  จะพัฒนาไปสู่การมีอาการของโรคเอดส์ช้าหรือเร็ว  ขึ้นอยู่กับการดูแลสุขภาพของตนเอง    

ผลเลือดลบ   ถ้าสงสัยว่าติดเชื้อมาในระยะไม่ถึง 3 เดือน ต้องตรวจซ้ำภายหลัง 3 เดือน เพื่อความแน่ใจ เพราะในรายที่เพิ่งได้รับเชื้อมา การตรวจเลือดจะยังไม่พบ ส่วนในกรณี ที่สงสับติดเชื้อ ตั้งแต่ก่อนเจาะเลือด 3 เดือนแล้วผลเลือดเป็น ลบ ก็ แสดงว่าขณะนั้นไม่ได้ติดเชื้อเอดส์แน่นอน  หมายความว่า
        1.  ไม่ติดเชื้อไวรัสเอชไอวี
        2.  อาจติดเชื้อแล้ว  แต่ยังตรวจไม่พบเชื้อ
        3.  ผลเลือดที่เป็นลบ  ไม่ได้หมายความว่าต่อไปจะไม่ติดเชื้อหากยังมีพฤติกรรมเสี่ยงอยู่ 

ถ้าติดเชื้อเอชไอวีแล้วแต่เลือดยังไม่แสดงผล “บวก” จะมีโอกาสแพร่เชื้อสู่ผู้อื่นได้หรือไม่

            แพร่เชื้อได้ เพราะแม้ว่าเลือดจะยังไม่ให้ผล “บวก” แต่ก็มีเชื้อในร่างกายแล้ว  และสามารถถ่ายทอดไปสู่ผู้อื่น  ในช่วงนี้ทางการแพทย์ เรียกว่า ระยะแฝง  คือ ระยะที่มีเชื้อในร่างกาย แต่ตรวจไม่พบจะต้องระมัดระวังว่าในช่วงนี้อาจจะแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่นได้ด้วย  ( ถึงแม้คนที่ไปสัมผัสด้วยจะมีผลเลือดเป็น “ลบ” อยู่ในขณะนั้นก็ตาม )

ประโยชน์การตรวจเลือด

        การตรวจเลือดเพื่อหาเชื้อเอดส์ เพื่อลดความวิตกกังวลต่างๆ ที่เกิดขึ้นหลังจากได้กระทำพฤติกรรมเสี่ยงต่อการรับเชื้อไวรัสเอชไอวี หากผลการตรวจเลือดออกมา ปรากฎว่าเราไม่ติดเชื้อไวรัสเอชไอวี จะได้กลับไปดำเนินชีวิตตากปกติโดยไม่ต้องกังวล และถือเป็นโอกาสดีที่จะได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของเราให้เสี่ยงน้อยลง แต่หากผลการตรวจเลือด พบว่าเราติดเชื้อไวรัสเอชไอวีจะทำให้
        - ป้องกันคนที่เรารักหรือผู้อื่นไม่ให้ติดเชื้อเอชไอวี
        - ป้องกันตนเองไม่ให้รับเชื้อเอชไอวีเพิ่มขึ้น หรือรับเชื้อโรคอื่นๆ ซึ่งจะทำให้เชื้อเอชไอวี ในร่างกายเพิ่มปริมาณมากขึ้น
        - ดูแลสุขภาพตนเองมากขึ้นและวางแผนการใช้ชีวิตที่อาจจะเปลี่ยนไป
        - พบแพทย์เพื่อตรวจวัดระดับภูมิคุ้มกัน และรับยาป้องกัน หรือรักษาโรคแทรกซ้อน
        - รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัสเอดส์ ในช่างเวลาการรักษาที่เหมาะสม ในการดูแลของแพทย์

 

 
    Video ความรู้เกี่ยวกับ CD4 เป็นแนวการ์ตูนเข้าใจง่าย
 
 

การตรวจภูมิคุ้มกันชนิด CD4

 
          CD4 คือ เซลล์เมล็ดเลือดขาวชนิดหนึ่งที่ทำหน้าที่ในการต่อสู้และทำลายเชื้อโรคต่างๆที่เข้าสู่ร่างกาย  CD4 (CD ย่อมาจากคำว่า Cluster of Differentiation หมายถึง โมเลกุลผิวเซลล์ ที่ถูกใช้ระบุระยะของการเติบโตของเซลล์ภูมิคุ้มกัน) CD4  เป็นตัวหลักในการกำจัดและควบคุมเชื้อโรคนานาชนิด และมีบทบาทในการสร้างสารภูมิคุ้มกันในร่างกายเพื่อใช้เป็นอาวุธต่อสู่กับเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกายด้วย   ถ้า CD4 ถูกทำลายก็จะทำเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย   ในคนที่มีภูมิคุ้มกันปกติจะมีจำนวน  CD4 ประมาณ 700  Cell  ขึ้นไปในเลือด 1 ไมโครลิตรหรือประมาณ 1 หยด    การตรวจหาระดับภูมิคุ้มกันในร่างกายหรือหาค่า CD4 เป็นไปามสิทธิบัตรที่ผู้ป่วยมีอยู่  เช่น  สิทธิประกัน สังคมหรือบัตรทองหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า  เสียค่าตรวจครั้งแรก 200 บาท           
 

 การจะรับยาต้านไวรัสเอดส์ได้หรือไม่นั้น   ต้องตรวจหาค่าของ CD4  และต้องดูปัจจัยทางการแพทย์เป็นสำคัญ   ้าผลเลือดต่ำกว่า 200  Cell/mm3  ไม่มีอาการก็สามารถเริ่มรับยาได้ หรือ หากมีอาการที่สัมพันธ์กับเอดส์แต่ CD4 น้อยกว่าหรือเท่ากับ 250  ก็เริ่มยาได้เช่นกัน  เป็นต้น

           สถานที่ตรวจ CD4  นั้นให้เข้าไป ติดต่อที่โรงพยาบาลตามที่มีสิทธิบัตร   แล้วทาง ร.พ.จะอธิบายขั้นตอน และรายละเอียดอีกครั้ง  โรงพยาบาลจะกำหนดที่จะรับยาครั้งถัด ๆ ไปโดยไม่มีค่าใช้จ่าย
 

            การตรวจปริมาณ CD4 เป็นสิ่งจำเป็นในการติดตามดูแลผู้ติดเชื้อเอชไอวี  เพราะช่วยให้สามารถประเมินระยะของโรคติดเชื้อเอชไอวี ความเสี่ยงของการเกิดโรคติดเชื้อฉวยโอกาส พิจารณาให้ยาป้องกันการติดเชื้อฉวยโอกาส พิจารณาเริ่มการรักษาด้วยยาต้านไวรัส และติดตามผลการรักษา   การแปลผลปริมาณ CD4 จะต้องทราบว่ามีปัจจัยต่างๆที่ทำให้ปริมาณ CD4 คลาดเคลื่อนได้ (เช่น ต่ำกว่าความเป็นจริง) เช่น การมีความเจ็บป่วยอื่นร่วมด้วยโดยเฉพาะโรคติดเชื้อฉวยโอกาส การใช้ยาในกลุ่มสเตียรอยด์ และความคลาดเคลื่อนในการตรวจทางห้องปฏิบัติการเอง การตรวจปริมาณ CD4 ที่ใช้ในปัจจุบันส่วนใหญ่ ผลที่ได้จากการตรวจคือร้อยละของ CD4 และต้องนำมาคูณกับปริมาณลิมโฟซัยต์ทั้งหมด (total lymphocyte) ซึ่งได้จากการตรวจ CBC อีกทีหนึ่ง

         ปัจจุบันเราใช้ปริมาณเซลล์ CD4-T lymphocyte และปริมาณเชื้อ viral load หรือ HIV RNA มาเป็นตัวบอกระยะและพยากรณ์ของโรคดังนี้

  • ผู้ที่มีปริมาณเซลล์ CD4-T lymphocyte มากว่า 500 cells/mm3จะมีโอกาสเสี่ยงต่ำในการเกิดโรคเอดส์และโรคแทรกซ้อนอื่นใน 3 ปี
  • ผู้ที่มีปริมาณเซลล์ CD4-T lymphocyte 200-500 cells/mm3 จะมีความเสี่ยงปานกลาง
  • ผู้ที่มีปริมาณเซลล์ CD4-T lymphocyte <200 cells/mm3 จะมีความเสี่ยงสูง

         จำนวน CD4(ภูมิคุ้มกัน)ที่เหลือน้อย ทำให้เกิดโรคติดเชื้อ ฉวยโอกาส การได้รับยาต้านไวรัสจะช่วยควบคุม จำนวนเชื้อไวรัสเอดส์ ในร่างกายให้ลดลง และเพิ่มภูมิคุ้มกันให้สูงขึ้น ป้องกันโรคติดเชื้อฉวยโอกาส ร่างกายผู้ป่วยจะตอบสนองต่อยาต้านไวรัสเอดส์ได้ดีหรือไม่ และสามารถ ยืดชีวิตได้นานเพียงใดขึ้นกับผู้ป่วยมีโรคฉวยโอกาสชนิดใดเกิดขึ้น สภาพ ร่างกายของผู้ป่วยเอง ปริมาณเชื้อเอชไอวีใน ร่างกายการดูแลสุขภาพ ร่างกาย และจิตใจ ระยะเวลาการยืดชีวิตจึงไม่สามารถบอกได้ชัดเจน เนื่องจาก สภาพ ร่างกาย ผู้ป่วยแต่ละรายไม่เหมือนกัน แต่ที่แน่นอนคือ เริ่มการรักษาเมื่อ CD4 อยู่ในระดับสูงและเข้าเกณฑ์ด้านการแพทย์ (น้อยกว่า 200 เซลล์ต่อซีซี หรือ น้อยกว่า250 เซลล์ต่อซีซี และมีอาการฯ) ร่างกายจะตอบสนอง ต่อยาต้านไวรัสได้ดีกว่าเมื่อ CD4อยู่ในระดับต่ำมาก

 
 

การตรวจปริมาณไวรัส (HIV RNA, viral load)

 
                HIV viral load  คือ ปริมาณ HIV – RNA ที่มีในกระแสเลือดของผู้ติดเชื้อเอชไอวี  การตรวจปริมาณไวรัสในร่างกายหรือ Viral Load  ช่วยให้สามารถติดตามการรักษาผู้ป่วยด้วยยาต้านไวรัสได้ดีขึ้นในปัจจุบัน   ดังนั้นแนวทางการรักษาผู้ป่วยด้วยยาต้านไวรัส (treatment guidelines) ต่างๆจึงแนะนำให้ใช้การวัดปริมาณไวรัสในการติดตามการรักษา   โดยปกติควรตรวจวัดปริมาณไวรัสหลังเริ่มการรักษาด้วยยาต้านไวรัส 4-6 เดือน วิธีนี้แพทย์ผู้รักษาจะสั่งตรวจ เฉพาะ กรณีเท่านั้น เช่น สงสัยว่าจะดื้อยาสูตรที่ใช้อยู่ หรือ ดูประสิทธิภาพ ของสูตรยาที่รักษา  อาจจะสั่งตรวจนาน ๆ ครั้ง เช่น 6 หรือ 12 เดือนต่อครั้ง   แบบนี้ถ้ามีสิทธิประกัน สังคมหรือบัตรทอง    ก็ไม่มีค่าใช้จ่าย   แต่ถ้าไม่มีสิทธิใด ๆ  ต้องเสียค่าตรวจประมาณ 2,000 บาทต่อครั้ง

               การตรวจวัดปริมาณไวรัสควรจะทำในผู้ติดเชื้อเอชไอวีทุกรายก่อนเริ่มยาต้านไวรัส  ประโยชน์ของการวัดปริมาณไวรัสคือ ช่วยในการทำนายการพยากรณ์โรค ทำนายการตอบสนองต่อการรักษา และใช้ติดตามผลการรักษาด้วยยาต้านไวรัส   การตรวจปริมาณไวรัสมีความสำคัญมากในการประเมินผลการรักษาด้วยยาต้านไวรัส และการวินิจฉัยว่าการรักษาล้มเหลว    การตรวจนับปริมาณไวรัสที่ใช้ในปัจจุบันมีหลายวิธี  เช่น
     
 -   HIV RNA PCR (Amplicor HIV-1 Monitor, Roche Laboratories)
       -   Branched chain DNA หรือ bDNA (Quantiplex HIV RNA assay, Chiron) และ
       -   Nucleic acid sequence-based amplification หรือ NASBA (  Advanced  
           
BioScience Laboratories, Organon Teknika)
         

              แต่ละวิธีจะวัดได้ปริมาณไวรัสได้ต่างกันและไม่สามารถเปรียบเทียบกันได้ จึงต้องติดตามด้วยวิธีเดียวกันในผู้ป่วยแต่ละราย  นิยมใช้ HIV RNA PCR มากที่สุดและแพทย์คุ้นเคยมากกว่า  ในการตรวจแบบปกติ (conventional HIV RNA assay) สามารถตรวจนับปริมาณไวรัสได้เมื่อมีปริมาณไวรัสมากกว่า 400 copies/ml. แต่ในการตรวจแบบไวพิเศษ (ultrasensitive HIV RNA assay) จะสามารถตรวจนับได้เมื่อมีปริมาณไวรัสตั้งแต่ 50 copies/mL การตรวจแบบไวพิเศษนี้จะไม่แม่นยำถ้าผู้ป่วยมีปริมาณไวรัสที่สูงมาก ในทางปฏิบัติจึงมักจะตรวจแบบปกติเมื่อตรวจครั้งแรก  และตรวจแบบไวพิเศษเพื่อติดตามผลการรักษา

             
การตรวจหาระดับไวรัสในร่างกายหรือ Viral Load วิธีนี้แพทย์ผู้รักษาจะสั่งตรวจ เฉพาะ กรณีเท่านั้น เช่น สงสัยว่าจะดื้อยาสูตรที่ใช้อยู่ หรือ ดูประสิทธิภาพ ของสูตรยาที่รักษา แต่อาจจะ สั่งตรวจนาน ๆ ครั้ง เช่น 6 หรือ 12 เดือนต่อครั้ง แบบนี้ ถ้าคุณมีสิทธิประกัน สังคมหรือบัตรทอง 30 บาท ก็ไม่มีค่าใช้จ่ายเช่นกัน แต่ถ้าไม่มีสิทธิใด ๆ ก้ประมาณ 3,000 บาทต่อครั้ง

             งานชันสูตร  สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 9 พิษณุโลก  ได้เปิดบริการตรวจหาปริมาณ HIV – 1 viral load ด้วยวิธี Real – time PCR เทคนิค Nucleic acid sequence-based amplification (NASBA) ให้แก่ ผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์  
 
  แบบฟอร์มส่งตรวจ  HIV  Viral  Load  และ ตรวจหาการดื้อยาต้านไวรัสเอดส์ ( Drug  Resistance )
  ติดต่องานชันสูตรโรค 

 

 

Genotypic Assays เป็นการตรวจลำดับเบส (การเรียงลำดับของสายพันธุกรรม) ของสายพันธุ์กรรมของเชื้อ HIV

 
   หลักวิธีการตรวจ
             นำเลือดของผู้ป่วยมาแยกพลาส ทำการสกัดแยก RNA ซึ่งจะมี RNA ของไวรัสเอดส์ปนอยู่ในนั้นเป็นสำคัญ ทำการสร้าง cDNA (สร้าง DNA จาก HIV viral RNA) โดยวิธี reverse transcription หลังจากนั้นเพิ่มจำนวน cDNA ให้ได้ปริมาณมากๆ โดยวิธี polymerase chain reaction (PCR) แล้วนำ cDNA (amplicons) ที่ได้ไปตรวจหาลำดับเบสโดยวิธี DNA sequencing และทำการถอดรหัสลำดับเบสที่ได้เปลี่ยนเป็นลำดับกรดอะมิโน (amino acid sequence) และนำผลที่ได้ไปเปรียบเทียบกับฐานข้อมูลสายพันธุ์ HIV ที่ไวต่อยา และที่ดื้อต่อยา และเปรียบเทียบกับตำแหน่งกลายพันธุ์ที่มีรายงานชัดเจนว่าดื้อยาชนิดใดและดื้อมากน้อยเพียงใด โดยทั่วไปจะตรวจ ณ ตำแหน่ง HIV-RT (reverse transcriptase gene) เพื่อดูการดื้อยาต่อยาในกลุ่ม NTRIs และ NNTTIs และ ณ ตำแหน่ง HIV-Proteaes (Pro) เพื่อดูการดื้อต่อยา PIs กรณีสงสัยดื้อต่อยาในกลุ่ม entry inhibitor ต้องทำการตรวจลำดับเบสบริเวณ envelop geneโดยเฉพาะตำแหน่ง Gp41 เป็นต้น การรายงานผล จะสรุปว่า มีหรือไม่มีการกลายพันธุ์ที่บ่งว่าเป็นเชื้อดื้อยา         

หลักวิธีการตรวจ ใช้วิธีการทางพันธุ์วิศวกรรมตัดสายพันธุ์กรรมส่วนที่เป็น RT และ protease gene ของเชื้อ HIV ที่ได้จากเลือดของผู้ป่วยนำมาต่อใส่เข้าในสายพันธุกรรมของไวรัสที่ไวยา นำไวรัสพันธุ์ผสมที่ตัดต่อสายพันธุ์กรรมนี้ (recombinant virus) ไปทดสอบในหลอดทดลองว่ามีดื้อต่อยาชนิดต่าง ๆ เป็นกี่เท่าเมื่อเปรียบเทียบกับเชื้อชนิดที่ไวต่อยานั้นๆ การรายงานผลอาจเป็นในรูป IC50 (ความเข้มข้นของยาที่ไว้เพื่อยับยั้งการแบ่งตัวของเชื้อได้ 50 %) หรือที่นิยมคือรายงานร่วมกันในรูปของต้องใช้ยาความเข้มข้นของยา (IC50) เพิ่มขึ้นเป็นกี่เท่า (fold-change) เมื่อเปรียบเทียบกับเชื้อที่ไวต่อยา

 
 
 
 

  การตรวจเลือดหาการติดเชื้อ HIV โดยสมัครใจ 

 

ให้ความอนุเคราะห์ข้อมูลโดย  ภก.เชิดเกียรติ  แกล้วกสิกิจ

 
 

ติดต่อเรา  Last  Update  30-09-2010 

 
 

 

 

Copyright ©2007  กลุ่มสื่อสารความเสี่ยงและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ
สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 9 พิษณุโลก
306  ถ.พิษณุโลก - วัดโบสถ์  หมู่ ต.หัวรอ  อ.เมือง  จ.พิษณุโลก  65000 
โทรและโทรสาร. 0-5521-4615-7  ต่อ 333, 334   E-mail :
dpc9phs@yahoo.com 

 

Set  this  First  homepage